Webflow VS WordPress 2026: เลือกอันไหนดี? เจาะลึกข้อดี-ข้อเสีย และสรุปราคา

April 24, 2024

Webflow VS WordPress 2026: เลือกอันไหนดี? เจาะลึกข้อดี-ข้อเสีย และสรุปราคา

ข้อมูลจากหลายสำนัก รายงานว่าในปี 2024 มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากถึง 5.3 พันล้านคน หรือประมาณ 67% ของประชากรโลก ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการ นักกิจกรรม หรือบล็อกเกอร์ ‘เว็บไซต์ (Website)’ ก็สามารถช่วยสื่อสาร โปรโมท หรือขายสินค้าและบริการได้อย่างเป็นธรรมชาติ การมีเว็บไซต์ยังใช้สร้างความน่าเชื่อถือกับความประทับใจให้กับผู้ใช้ได้อีกด้วย

ปัจจุบัน การจะสร้างเว็บไซต์ นั้นมีวิธีและเครื่องมือเยอะมากที่ทำได้ ตั้งแต่ระบบเขียนโค้ดด้วยตนเอง ไปจนถึงระบบสำเร็จรูปที่เน้นให้ใช้งานง่าย แต่สองแพลตฟอร์มที่ใช้สร้างเว็บไซต์แล้วได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน คือ Webflow กับ WordPress

“แล้วควรเลือกแพลตฟอร์มไหนสร้างเว็บละ ระหว่าง Webflow กับ WordPress”

บทความนี้ พวกเรา Foxbith เลยจะขอเปรียบเทียบ Webflow VS WordPress ในหลาย ๆ ด้าน อย่างความยากง่ายในการใช้ การออกแบบปรับแต่ง ข้อดี/ข้อเสีย และราคาใช้จ่าย (Plans & pricing) รวมถึงการรองรับ SEO เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพชัด ว่าตนเองเหมาะกับแพลตฟอร์มไหนมากกว่า หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

Webflow กับ WordPress คืออะไร

ก่อนจะไปหัวข้อเปรียบเทียบ Webflow VS WordPress เราขออธิบายก่อนว่าทั้งสองแพลตฟอร์มคืออะไร เพื่อทำความรู้จักและเข้าใจมากขึ้นกันก่อน

Webflow คืออะไร

Webflow คือ แพลตฟอร์มสร้างและออกแบบเว็บไซต์แบบ Drag-and-Drop ที่ทำงานบนระบบ Cloud สามารถสร้างเว็บได้โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ด HTML, CSS หรือ JavaScript เพราะผู้พัฒนา Webflow มุ่งเน้นที่เครื่องมือให้ใช้งานง่าย มีประสิทธิภาพสูง และตอบสนองแบบ responsive ใช้งานจริงได้บนทุกอุปกรณ์

__wf_reserved_inherit

WordPress คืออะไร

WordPress คือ ระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ (Content Management System หรือ CMS) แบบ Open source ที่ได้รับความนิยมสูงบนอินเทอร์เน็ต พัฒนาขึ้นโดยภาษา  PHP สำหรับจัดการข้อมูล และใช้ภาษา HTML, CSS, JavaScript สำหรับส่วนแสดงผล ถูกออกแบบให้ใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ทำให้จัดการและปรับแต่งข้อมูลได้โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมภายนอก ทั้งยังมี Plugin กับ Theme หลากหลายให้เลือกใช้ ตามรูปแบบของเว็บไซต์ที่ต้องการ

__wf_reserved_inherit

Webflow VS WordPress ความยากง่ายในการใช้งาน

‘การใช้งานจะยากหรือง่ายนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับความรู้และทักษะของผู้ใช้เป็นสำคัญ แต่หากพิจารณาจากคุณสมบัติพื้นฐานแล้ว Webflow จะมีข้อได้เปรียบเรื่องความง่าย และการใช้งานแบบ User-Friendly ดีกว่า WordPress

ด้วยระบบ Visual Builder แบบ Drag-and-Drop นักพัฒนาเว็บที่ใช้ Webflow จะสามารถดึงเอาองค์ประกอบต่าง ๆ อย่าง ภาพ ข้อความ ปุ่มคำสั่ง ฯลฯ จากบริเวณ Elements ลากมาวางบนหน้าเว็บได้โดยตรง อีกทั้งยังมีระบบ CSS Visual Styling ที่ช่วยให้ผู้ใช้ปรับแต่งสีสัน ฟอนต์ และองค์ประกอบทางการออกแบบได้ง่ายดาย ทำให้ผู้ใช้ที่ไม่มีความรู้เรื่อง Coding สามารถสร้างและแก้ไขเว็บไซต์ด้วยตนเองได้

ในทางตรงกันข้าม, WordPress นั้นเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้ยากกว่า เพราะมีระบบตัวเลือกการตั้งค่าต่าง ๆ ที่ค่อนข้างซับซ้อน ผู้ใช้อาจต้องอาศัยเวลาศึกษาและฝึกฝน เพื่อให้คุ้นเคยกับทุกเครื่องมือ ส่วนด้านการออกแบบและปรับแต่งเว็บไซต์ ถึงแม้จะมี Theme กับ Plugin มากมายให้เลือก แต่ยังจำเป็นที่จะต้องมีความรู้การเขียนโค้ดเบื้องต้นอยู่บ้าง เพื่อให้สามารถปรับแต่งเนื้อหาและองค์ประกอบอื่น ๆ ของเว็บไซต์ได้อย่างลงตัว

Webflow VS WordPress การออกแบบและปรับแต่ง

ด้านการออกแบบและปรับแต่งเว็บไซต์ ของทั้ง Webflow และ WordPress ต่างก็มีจุดเด่นและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน ต่อไปนี้

Webflow

  • จุดเด่นของ Webflow คือสามารถออกแบบและปรับแต่งเว็บไซต์ได้อย่างอิสระ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ด สามารถทดลองปรับแต่งได้ในทุกรายละเอียดของเว็บด้วยระบบ Visual Editor ที่ให้พื้นที่ทำงานแบบ Pixel-Perfect
  • Webflow ยังให้ความสามารถในการควบคุมระดับ Interaction และการกำหนดฟังก์ชันอัตโนมัติ ผ่านระบบ Interactions เมื่อผู้ใช้งานทำการคลิกหรือโต้ตอบกับองค์ประกอบบนเว็บไซต์ ช่วยสร้างความน่าสนใจและความประทับใจได้ดี
  • จุดอ่อนของ Webflow คือความยืดหยุ่นในการออกแบบอาจจำกัดอยู่บ้าง เพราะชุดเครื่องมือสำหรับสร้างเว็บไซต์จะมีเฉพาะคุณสมบัติที่ Webflow จัดให้เท่านั้น หากต้องการลูกเล่นที่ซับซ้อนขึ้น ยังจำเป็นต้องอาศัยการเขียนโค้ดเองอยู่บ้าง

WordPress

  • จุดเด่นของ WordPress คือความยืดหยุ่นสูงในการออกแบบและปรับแต่งเว็บไซต์ ด้วย Theme กับ Plugin นับหมื่นรายการให้เลือกใช้ สามารถปรับแต่งทุกส่วนได้ตามที่ต้องการ ทั้งแบบกราฟิกและระดับโค้ด
  • ถ้าผู้ใช้ WordPress มีทักษะความรู้การเขียนโค้ดอยู่บ้าง จะยิ่งใช้คุณสมบัติปรับแต่งได้มีประสิทธิภาพขึ้นมาก สามารถทำเว็บไซต์ให้เหมาะได้กับทุกธุรกิจ
  • จุดอ่อนคือ ถึงแม้จะมี Theme กับ Plugin มากมายให้ใช้ แต่ระบบ Page builder ของ WordPress นั้นค่อนข้างซับซ้อน ทำให้ผู้ใช้ที่ไม่รู้พื้นฐานการเขียนโค้ด มักจะพบกับข้อผิดพลาดจาก Theme หรือ Plugin ที่เลือกใช้ได้

Webflow VS WordPress การรองรับ SEO

“Search Engine Optimization หรือ SEO เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้สำหรับการสร้างเว็บไซต์ในปัจจุบัน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่เราเล็งไว้พบเจอเว็บไซต์ที่เราทำ”

Webflow กับ WordPress ทั้งสองแพลตฟอร์มถูกขึ้นชื่อเรื่องการปรับปรุงเว็บไซต์ ให้เป็นมิตรกับระบบค้นหา (Search Engine) ดีอยู่แล้วทั้งคู่ แต่ยังมีความต่างกันอยู่บ้างในบางเรื่อง

ปี 2024 นี้ WordPress ถือเป็นผู้นำด้านการปรับแต่ง SEO อย่างแท้จริง เพราะเป็นระบบที่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงมาอย่างยาวนาน ทำให้มีปลั๊กอินกับเครื่องมือที่สนับสนุนการปรับปรุงเว็บไซต์จำนวนมาก อย่างเช่น Yoast SEO, All in One SEO, RankMath ฯลฯ แถมยังได้อิสระควบคุมปรับแก้ HTML, URL structures และองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องได้อย่างละเอียด เพื่อรองรับสำหรับการจัดอันดับบนทุกระบบการค้นหา

ในทางกลับกัน Webflow นั้นถือเป็นระบบจัดการเว็บไซต์ที่ค่อนข้างใหม่ เมื่อเทียบกับ WordPress อาจยังมีข้อจำกัดในการสนับสนุน SEO อยู่บ้างบางคุณสมบัติ ถึงแม้ว่าจะปรับได้ไม่ละเอียดเท่า WordPress แต่ Webflow ก็ยังสามารถแก้ไขปัจจัยหลัก ๆ ที่สำคัญต่อการทำ SEO ได้อย่างครบถ้วน ด้วยเครื่องมือปรับแต่ง SEO ในตัว เช่นการกำหนด Title tag, Meta description, Alt text รูปภาพ, Sitemap ฯลฯ

Webflow VS WordPress ข้อดีกับข้อเสีย

เช่นเดียวกับเครื่องมือและแพลตฟอร์มการสร้างเว็บไซต์อื่น ๆ ทั้ง Webflow และ WordPress ล้วนก็มีข้อดีกับข้อเสียที่ต่างกันอยู่บ้าง ต่อไปนี้

ข้อดี/ข้อเสียของ Webflow

ข้อดี (Pros)

  1. ใช้งานง่าย ไม่ต้องเขียนโค้ด เหมาะกับผู้ที่ไม่มีความรู้การเขียนโปรแกรม
  2. ออกแบบและปรับแต่งเว็บไซต์ได้อย่างอิสระด้วย Visual canvas builder
  3. ได้เว็บไซต์ที่ตอบสนองรวดเร็ว เพราะใช้โครงสร้าง HTML ทันสมัย
  4. รองรับการปรับแต่ง SEO และ PWA (Progressive web app) ได้ดี
  5. มีเครื่องมือในการติดตามและปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์ภายในตัว
  6. สนับสนุนการพัฒนาเว็บแบบ Responsive และ Mobile-First
  7. มีบริการโฮสติ้ง (Hosting) พร้อมจดโดเมน ระดับภาคธุรกิจในตัว

ข้อเสีย (Cons)

  1. มีค่าบริการและแผนค่าใช้จ่ายรายเดือน หรือรายปี ในการใช้ Webflow
  2. การปรับแต่งทำได้น้อยกว่า WordPress เพราะต้องใช้เครื่องมือที่ Webflow ให้ไว้ หรือเลือกใช้เทมเพลตที่มีอยู่แล้ว
  3. มีการจำกัดการใช้ปลั๊กอิน (Plugin) หรือส่วนเสริม Add-on อื่น ๆ ให้เลือกใช้น้อยกว่า WordPress
  4. เมนูและ User Interface (UI) ยังไม่รองรับภาษาไทย

ข้อดี/ข้อเสียของ WordPress

ข้อดี (Pros)

  • เป็น Open source ไม่มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและใช้งานแพลตฟอร์ม
  • มีระบบ Plugin กับ Theme ให้เลือกใช้มากกว่าหมื่นรายการ ทั้งแบบฟรีและจ่ายตังค์
  • สามารถปรับแต่ง SEO ได้ละเอียดในระดับลึก
  • มีกลุ่มชุมชนผู้ใช้ นักพัฒนา และผู้สนับสนุนขนาดใหญ่ทั่วโลก
  • ให้อิสระในการเลือกใช้ Hosting และโดเมนจากผู้ให้บริการอื่น ๆ ได้

ข้อเสีย (Cons)

  • มีความซับซ้อนในการติดตั้ง ตั้งค่า และการใช้งานขั้นสูง
  • หากใช้ Plugin มากเกินไป อาจไม่ส่งผลดีกับเว็บไซต์
  • ทั้ง Theme และ Plugin หากใช้ของฟรี จะมีข้อจำกัดในการใช้ ถ้าต้องการเข้าถึงทุกคุณสมบัติ ผู้ใช้จำเป็นต้องจ่ายรายเดือน หรือรายปีให้กับนักพัฒนา
  • ต้องจัดหาและจัดการกับ Hosting และโดเมนด้วยตัวเอง

Webflow VS WordPress ราคาจ่ายใช้งานแพลตฟอร์ม (Plans & pricing)

อีกปัจจัยนึงที่สำคัญ หากต้องเลือกระหว่าง Webflow หรือ WordPress เพราะแต่ละแพลตฟอร์มจะมีราคาค่าบริการ และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมส่วนอื่นที่แตกต่างกัน ต่อไปนี้

Webflow มีแผนคิดราคาผู้ใช้สองประเภทคือ Site plans กับ Workspace plans

  • Site plans เป็นแผนปกติที่ Webflow จะคิดราคาตามประเภทกับขนาดของเว็บไซต์ที่สร้าง โดยการเปิดให้ใช้งานฟรี สำหรับเว็บไซต์ส่วนตัวที่ใช้โดเมน Webflow.io และคิดราคา $14/เดือน สำหรับเว็บที่ต้องการเลือกใช้โดเมนแบบกำหนดเอง หรือถ้าเป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ ก็จะมีแผน Ecommerce ที่ราคา $29-$212/เดือน ให้เลือก
  • Workspace plans เป็นแผนที่สามารถเชิญผู้ใช้คนอื่นมาสร้างเว็บไซต์ร่วมกันได้ โดยราคาจะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มเข้ามาได้ ในราคาเริ่มต้น $16/เดือน สำหรับผู้ใช้คนเดียว และ $35/เดือน สำหรับทีม 2 คน และสามารถเพิ่มผู้ใช้เพิ่มเติมได้ด้วยราคา $6/เดือนต่อผู้ใช้

กรณีที่เป็น Enterprise หรือองค์กรขนาดใหญ่ ทาง Webflow จะมีแผนราคาพิเศษให้ แต่จะต้องติดต่อฝ่ายสนับสนุน Webflow เพื่อขอใบเสนอราคาสำหรับแผนนี้ครับ

ขณะที่ WordPress นั้นเป็นซอฟต์แวร์ Open source ที่สามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้ฟรี แต่ต้องจัดหาและจ่ายค่าโฮสติ้งเว็บกับโดเมนด้วยตัวเอง ราคาโดยประมาณ $5-$20/เดือน และอาจต้องจ่ายเพิ่มเติมสำหรับ Plugin กับ Theme ที่เป็น Premium อีกประมาณ $20-$100/ปี ขึ้นอยู่กับจำนวนและความจำเป็นในการใช้ปลั๊กอิน

เปรียบเทียบ Webflow VS WordPress

หลังจากร่ายยาวเรื่อง Webflow VS WordPress มาหลายหัวข้อ ในส่วนนี้เราขอมาสรุปให้รวบรัดและเข้าใจง่ายขึ้น ตามด้านล่างนี้

Webflow

การเรียนรู้ใช้งาน เข้าใจการใช้งานง่าย ด้วยการลากวางแบบ Drag-and-Drop

การออกแบบ และปรับแต่ง Visual canvas builder

SEO รองรับ SEO ได้เป็นอย่างดี แต่ปรับแต่งได้เฉพาะส่วนหลัก ๆ ที่ Webflow กำหนดให้ทำได้เท่านั้น

E-Commerce ราคาแผนเว็บไซต์ทั่วไป จะยังไม่มีคุณสมบัตินี้ติดมา แต่มีแผนแยกอีกราคา สำหรับสร้างเว็บขายสินค้า E-commerce โดยเฉพาะราคาแผนเว็บไซต์ทั่วไป จะยังไม่มีคุณสมบัตินี้ติดมา แต่มีแผนแยกอีกราคา สำหรับสร้างเว็บขายสินค้า E-commerce โดยเฉพาะ

ประสิทธิภาพ ตอบสนองได้เร็วบนทุกอุปกรณ์

ส่วนเสริม ไม่รองรับการใช้ Theme กับ Plugin ได้หลากหลายเหมือน WordPress เพราะถูกจำกัดการใช้ได้เท่าที่ Webflow กำหนดเท่านั้น

Hosting & Domain ภายในตัวแพลตฟอร์ม Webflo

ค่าใช้จ่าย มีค่าสมาชิกทั้งรายเดือน และรายปีในการใช้งาน Webflow และราคาจะขึ้นอยู่กับแพคเกจที่เลือก

WordPress

การเรียนรู้ใช้งาน อาศัยการฝึกใช้ทุกเครื่องมือให้เข้าใจ ก่อนปรับแต่งขั้นสูงใด ๆ

การออกแบบ และปรับแต่ง Theme กับ Page builder

SEO ปรับแต่ง SEO ได้ละเอียด ด้วยการใช้ส่วนเสริม Plugin ต่าง ๆ เข้ามาช่วย

E-Commerce เป็นส่วนเสริมอย่างนึง ที่มีทั้งแบบใช้งานฟรี และแบบจ่ายตังค์

ประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าและปรับแต่ง Theme/Plugin

ส่วนเสริม มี Plugin ส่วนเสริมให้เลือกใช้กว่าหมื่นรายการ ทั้งแบบฟรีและจ่ายตัง

Hosting & Domain ต้องจัดหาและจัดการเอง มีอิสระในการเลือกผู้ให้บริการ

ค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือน หรือรายปีให้กับ WordPress แต่มีค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ ตั้งแต่ค่า Hosting, โดเมนเนม, Theme และ Plugin

ทำไมพวกเรา Foxbith ถึงเลือก Webflow ?

ที่พวกเรา Foxbith เลือกใช้ Webflow ในการสร้างเว็บไซต์ให้กับลูกค้า เหตุผลคือความสะดวกในการใช้เครื่องมือภายในตัวแพลตฟอร์ม ที่ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงเพื่อทำงานร่วมกับคุณสมบัติแบบลากวาง หรือ Drag-and-Drop ทั้งยังใช้งานได้รวดเร็ว ไม่มีปัญหาหน่วง หรือค้างให้เจอกันประจำ

ในช่วงแรก เราเคยเลือกใช้ WordPress สร้างเว็บไซต์มาก่อน, ถึงแม้จะเป็นแพลตฟอร์มฟรี ที่อนุญาตให้ปรับแต่งในระดับลึก แต่การเข้าถึงคุณสมบัติที่ว่า จะต้องจ่ายตังค์รายเดือนหรือรายปี ให้กับผู้พัฒนา Theme หรือ Plugin นั้น ๆ ทำให้สุดท้ายรายจ่ายอาจสูงมากกว่าการใช้ Webflow ไปหลายเท่าตัว

ตามที่กล่าวไปทีแรก จะเห็นว่าการเลือกใช้ Webflow นั้น สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในภาพรวมได้ด้วย เพราะทาง Webflow จะจัดการได้ทั้งหมดภายในตัว ตั้งแต่การเช่าเซิร์ฟเวอร์ จดทะเบียนโดเมน หรือแม้แต่ส่วนเสริมสำคัญต่าง ๆ ก็มีให้อย่างครบครัน ไม่ต้องหาติดตั้ง Plugin ให้วุ่นวายเลยครับ

บทสรุป

สรุปแล้ว Webflow VS WordPress หากถามว่า ‘ควรเลือกแพลตฟอร์มไหนสร้างเว็บไซต์ดีกว่า’ คำถามนี้จะไม่สามารถตอบแน่ชัดได้ เพราะการสร้างเว็บไซต์ซักเว็บนึง ต้องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ พื้นฐานความรู้ และข้อจำกัดของแต่ละธุรกิจหรือบุคคลด้วย เพราะทั้งสองแพลตฟอร์มก็ล้วนมีทั้ง ข้อดี/ข้อเสีย ที่แตกต่างกัน

“ไม่ว่าจะเลือกใช้แพลตฟอร์มใดก็ตาม สิ่งสำคัญคือการศึกษาและวางแผนอย่างละเอียดล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจจะเป็นไปอย่างรอบคอบ แล้วสอดคล้องกับความต้องการ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

ในปี 2024 หากต้องการสร้างเว็บไซต์ที่พร้อมใช้งาน ภายในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วโครงสร้างทั้งหมดไม่มีความซับซ้อนมากนัก แต่เน้นด้านประสิทธิภาพและความสวยงามน่าใช้ Webflow จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่า WordPress

แต่สำหรับธุรกิจหรือองค์กรขนาดใหญ่ ที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ที่มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งได้อย่างละเอียดเต็มรูปแบบ หรือถ้าเป็นนักพัฒนาเว็บที่มีพื้นฐานการ Coding ดีอยู่แล้ว การเลือกใช้งาน WordPress อาจจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า เพราะมีกลุ่มชุมชนนักพัฒนาเว็บไซต์ด้วย WordPress ขนาดใหญ่อยู่ทั่วโลก การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญจะทำได้สะดวกกว่า