November 20, 2025

Radiology AI (ปัญญาประดิษฐ์ทางรังสีวิทยา) คือ เทคโนโลยีที่ประยุกต์ใช้ Deep Learning และ Computer Vision ขั้นสูงในการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ (เช่น X-ray, CT Scan, MRI) เพื่อตรวจจับความผิดปกติที่ซับซ้อนหรือเล็กเกินกว่าที่ตาเปล่าจะสังเกตเห็นได้ง่าย
ในวงการแพทย์ มันถูกเปรียบเปรยว่าเป็น "ดวงตาที่ 3" (The Third Eye) เพราะมันไม่ได้ทำหน้าที่แทนดวงตาคู่ปกติของแพทย์ แต่ทำหน้าที่ "มองเห็นในสิ่งที่มองไม่เห็น" และ "เฝ้าระวังในจุดที่อาจเผลอเรอ"
จุดเด่นที่สุดคือ ความสามารถในการคงเส้นคงวา (Consistency) AI สามารถสแกนภาพพันๆ ภาพด้วยมาตรฐานความละเอียดเดิมตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีอาการตาล้า (Eye Fatigue) ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางชีวภาพของมนุษย์ ทำให้มันกลายเป็นผู้ช่วยตรวจสอบ (Second Reader) ที่ทรงพลังที่สุดในการลดโอกาสการวินิจฉัยหลุด (Missed Diagnosis)

เพื่อให้เข้าใจว่า AI มองเห็นจุดเล็กๆ ระดับมิลลิเมตรได้อย่างไร เราต้องถอดรหัสการทำงานของอัลกอริทึมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งทำงานแตกต่างจากกระบวนการมองเห็นของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง โดยอาศัยกระบวนการวิเคราะห์ที่ซับซ้อนและต่อเนื่องดังนี้:
ในขณะที่มนุษย์มองภาพ X-ray ปอดเป็น "รูปภาพรวมๆ" AI กลับมองภาพเดียวกันเป็น "ตารางตัวเลข" (Matrix of Pixels) นับล้านจุด เทคโนโลยีหลักที่ใช้คือ Convolutional Neural Networks (CNNs) ซึ่งจะทำการกวาด (Scan) ไปทั่วทั้งภาพเพื่อค้นหาความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ของแต่ละพิกเซล
ระบบจะสามารถแยกแยะ Texture Analysis หรือความหยาบละเอียดของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติได้แม้เพียงเล็กน้อย เช่น ความหนาแน่นของก้อนเนื้อที่ต่างจากเนื้อเยื่อรอบข้างเพียง 1-2% ซึ่งสายตาแพทย์อาจแยกไม่ออกในภาพขาวดำ แต่สำหรับ AI มันคือตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน นี่คือเหตุผลที่ AI มักจะเจอ Micro-nodules หรือจุดเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่หลังกระดูกซี่โครงได้ดีกว่ามนุษย์
ความท้าทายใหญ่ของการทำ CT Scan หรือ MRI คือภาพที่ได้จะมีลักษณะเป็นเลเยอร์ (Slices) หลายร้อยภาพต่อผู้ป่วยหนึ่งคน การที่แพทย์ต้องมานั่งไล่ดูทีละภาพเพื่อปะติดปะต่อเป็นภาพ 3 มิติในหัวนั้นเป็นเรื่องยากและใช้เวลานาน
Radiology AI ก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ด้วยการนำภาพ 2 มิติเหล่านั้นมาประมวลผลรวมกันเป็น ก้อนข้อมูล 3 มิติ (3D Volume) ทันที ทำให้ระบบสามารถคำนวณขนาด รูปร่าง และปริมาตรของก้อนเนื้อได้อย่างแม่นยำ (Segmentation) ยิ่งไปกว่านั้น AI ยังสามารถหมุนดูโครงสร้างจากทุกมุมมองเพื่อตรวจสอบการรุกล้ำของก้อนเนื้อไปยังอวัยวะข้างเคียง ซึ่งช่วยในการวางแผนการผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โรคร้ายหลายชนิดไม่ได้แสดงอาการชัดเจนในครั้งแรก แต่จะแสดงผ่าน "อัตราการเติบโต" AI มีความสามารถในการดึงภาพสแกนเก่าของผู้ป่วยเมื่อ 1-2 ปีก่อน มาซ้อนทับ (Registration & Subtraction) กับภาพปัจจุบันได้ในระดับมิลลิเมตร
กระบวนการนี้ทำให้ AI สามารถแจ้งเตือนแพทย์ได้ทันทีว่า "ก้อนเนื้อตรงนี้โตขึ้น 2 มิลลิเมตรเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว" หรือ "ความหนาแน่นของกระดูกจุดนี้ลดลง" การตรวจจับความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้ (Subtle Progression) คือกุญแจสำคัญของการวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้น (Early Detection) ก่อนที่อาการจะลุกลาม
บ่อยครั้งที่ภาพถ่ายทางการแพทย์ไม่มีคุณภาพเพียงพอ เนื่องจากการขยับตัวของผู้ป่วยหรือการใช้รังสีปริมาณต่ำ (Low-dose CT) เพื่อความปลอดภัย AI ยุคใหม่มีอัลกอริทึมในการ "Reconstruction" หรือการสร้างภาพใหม่ โดยใช้ Deep Learning เรียนรู้วิธีแยกแยะระหว่าง "โครงสร้างร่างกายจริง" กับ "สัญญาณรบกวน" (Noise)
ผลลัพธ์คือภาพที่คมชัดขึ้น (High Resolution) จากข้อมูลดิบที่มีคุณภาพต่ำ ช่วยให้แพทย์เห็นรายละเอียดของเส้นเลือดหรือท่อน้ำดีเล็กๆ ได้ชัดเจนขึ้น โดยไม่ต้องให้ผู้ป่วยกลับมาถ่ายภาพซ้ำหรือรับรังสีเพิ่ม

จากการรวบรวมข้อมูลในเรื่องเทคโนโลยีรังสีวินิจฉัย จากผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยาและปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ ให้เหตุผลว่า การนำ Radiology AI มาใช้ไม่ใช่การแทนที่บุคลากร แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ
โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จุดแข็งที่สุดของ AI คือ "ความคงเส้นคงวา" (Consistency) ซึ่งช่วยปิดจุดอ่อนเรื่องความเหนื่อยล้าของมนุษย์ ในขณะที่แพทย์มีจุดแข็งเรื่อง "การตัดสินใจเชิงคลินิก" (Clinical Judgment) และความเข้าใจบริบทของผู้ป่วย เมื่อนำสองสิ่งนี้มารวมกัน จึงเกิดเป็นระบบ "ดวงตาที่ 3" ที่ทรงพลัง ซึ่งช่วยคัดกรองเคสปกติออกไปอย่างรวดเร็ว (Triage) และช่วยชี้เป้าจุดผิดปกติเล็กๆ (Micro-abnormalities) ได้อย่างแม่นยำ ทำให้การตรวจพบโรคร้ายในระยะเริ่มต้น (Early Detection) เป็นไปได้จริงและมีประสิทธิภาพสูงสุด
https://www.rsna.org/artificial-intelligencehttps://www.nature.com/natmed/https://www.acr.org/Practice-Management-Quality-Informatics/Data-Science-Institute