E-Commerce Marketing | 5 กลยุทธ์ที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซต้องรู้

February 21, 2024

E-Commerce Marketing | 5 กลยุทธ์ที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซต้องรู้

ยุคปัจจุบัน การซื้อขายสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปต้องการความสะดวก ความแปลกใหม่ และความรวดเร็วในการซื้อขาย

การที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจอีคอมเมิร์ซนั้น ไม่ได้มีเพียงการสร้างเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน และนำสินค้าหรือบริการมาลงขายแล้วจบ แต่ยังต้องเลือกกลยุทธ์ทำการตลาด E-Commerce Marketing ให้เหมาะสม เพื่อสร้างความประทับใจ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และส่งเสริมให้การซื้อขายเกิดขึ้นจริง จนถึงการรักษาลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำอีกได้

E-Commerce Marketing คืออะไร

E-commerce Marketing คือการทำการตลาดเพื่อส่งเสริมการขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเว็บไซต์ เว็บ Marketplace หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย และกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อ

มีความคล้ายคลึงกับ Digital Marketing ที่ใช้กลยุทธ์และเครื่องมือทางออนไลน์ แต่ E-Commerce Marketing จะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพราะต้องเน้นไปที่การสร้างความไว้วางใจ และความพึงพอใจให้กับลูกค้า ในการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ต

5 กลยุทธ์ E-commerce Marketing

การทำ E-Commerce Marketing มีกลยุทธ์หลายวิธี ที่ต้องเลือกใช้ตามความเหมาะสมของธุรกิจ ส่วนนี้มาดู E-Commerce Marketing ที่นิยมเลือกใช้กันครับ

1. Search Engine Marketing (SEM)

การตลาดออนไลน์ผ่านโปรแกรมค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (Search Engine) อย่างเช่น Google, Yahoo หรือ Bing เป็น E-Commerce Marketing สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ทำเว็บไซต์ของตัวเอง สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ

  • Paid Search หรือ PPC (Paid Per Click) การโฆษณาบนหน้าผลการค้นหา หรือพื้นที่แสดงโฆษณาในเว็บไซต์ต่าง ๆ แบบจ่ายเงิน โดยจะต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ และคำค้นหาที่ต้องการให้โฆษณาปรากฎขึ้นด้วยตัวเอง อาจจำเป็นต้องประมูลราคากับผู้ลงโฆษณารายอื่น ๆ ที่สินค้าหรือบริการใกล้เคียงกับเรา เพื่อให้แสดงในอันดับที่สูงกว่า เป็นวิธีโปรโมทสินค้าอีคอมเมิร์ซที่ทำได้เร็ว และเห็นผลทันที เพราะใช้เงินตลอดจนสิ้นสุดระยะเวลาโฆษณา
  • Organic Search หรือ SEO (Search Engine Optimization) กลวิธีการปรับปรุงพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพที่ดีต่ออัลกอริทึมและผู้ใช้งานจริง มีเป้าหมายเพื่อให้เว็บไซต์ปรากฎในอันดับต้น ๆ ของผลการค้นหาแบบธรรมชาติในระยะยาว ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตลอดเหมือน PPC E-Commerce Marketing วิธีนี้สามารถช่วยเพิ่มการรับรู้ได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และอาจเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าได้ง่าย แต่เป็นกลยุทธ์ที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ และการลงทุนลงแรงมากพอสมควร เปรียบการทำ SEO เหมือนกับการวิ่งมาราธอน ที่ต้องใช้เวลานานและความอดทนสูง กว่าจะถึงเส้นชัย

2. Social Media Marketing

Facebook, Instagram, Youtube, Line หรือ Tiktok อาวุธลับของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ช่องทางการทำ E-Commerce Marketing ประสิทธิภาพสูง ที่มีผู้ใช้จำนวนมหาศาลค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ จึงสามารถใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสร้างการรับรู้ และกระตุ้นยอดขายได้ดีเช่นกัน

E-Commerce Marketing บนโซเชียลมีเดีย จะเน้นไปที่การสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการกดแสดงความรู้สึก การแสดงความคิดเห็น หรือการแชร์ ตัวอย่างเช่น การโพสต์เนื้อหาที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ หรือการจัดกิจกรรมเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ และกระตุ้นให้พวกเขามีส่วนร่วมกับแบรนด์ สิ่งเหล่านี้ล้วนช่วยให้สินค้าหรือแบรนด์ถูกจดจำได้ง่าย ซึ่งอาจเปลี่ยนมาเป็นลูกค้าที่ยอมจ่ายเงินให้เราได้ในอนาคต

เมื่อสินค้าหรือบริการเราดีจริงและผู้ใช้จดจำเราได้ เชื่อเลยว่าจะทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซถูกบอกต่อแบบปากต่อปาก (Word-of-Mouth) ด้วยการสื่อสารความรู้สึกทางบวกส่งต่อไปยังบุคคลอื่น ส่งผลให้แบรนด์เรามีน้ำหนักความน่าเชื่อถือมากกว่าการใช้โฆษณาที่ลงทุนสูงซะอีก นอกจากนี้ยังสามารถใช้โซเชียลมีเดียรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากลูกค้าได้โดยตรง เพื่อนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

3. Affiliate Marketing

E-Commerce Marketing ที่เจ้าของธุรกิจร่วมมือกับบุคคลหรือบริษัทอื่นแบบพันธมิตร (เรียกว่า Publisher) เพื่อส่งเสริมและขายสินค้าหรือบริการที่มีอยู่ผ่านช่องทางของเรา เช่นสื่อโซเชียลมีเดีย โดยจะได้รับค่าตอบแทน (Commission) จากเจ้าของธุรกิจที่เราทำการตลาดให้ตามเงื่อนใขที่กำหนด เงื่อนใขนั้นอาจกำหนดตามจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ จำนวนการขาย หรือจำนวนการสมัครสมาชิก

การมีบุคคลที่หลากหลายช่วยโปรโมทสินค้าหรือบริการ แล้วช่วยให้เป็นที่รู้จักในตลาดและสร้างยอดขายได้เร็วขึ้น แลกกับการจ่ายส่วนแบ่งนิดหน่อยตามที่ตกลง เป็น E-Commerce Marketing ที่ดีต่อธุรกิจพร้อมทั้งสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับครีเอเตอร์มากมาย ไม่แปลกใจเลยที่ปี  2024 นี้ Affiliate Marketing จะยังคงได้รับความนิยมจากหลายธุรกิจ

4. Influencer Marketing

E-Commerce Marketing ทำการตลาดผ่านผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ หรืออินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) มาเป็นผู้ช่วยในการโฆษณา รีวิว หรือแนะนำสินค้าและบริการผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของตน Influencer นั้นอาจเป็นได้ทั้งบุคคล หรือองค์กรที่มีผู้ติดตามจำนวนมากทางด้านใดด้านนึง และสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกับที่ธุรกิจต้องการ

จากงานวิจัยของเว็บไซต์ Oracle พบว่ากว่า 80% ของผู้บริโภค เลือกซื้อสินค้าด้วยการตอบสนองกับคอนเทนต์ทางโซเชียลมีเดีย และกว่า 37% เลือกที่จะเชื่อเหล่า Influencer มากกว่าที่แบรนด์นำเสนอในคอนเทนต์เดียวกัน แสดงให้เห็นว่าเหล่าผู้บริโภคพร้อมจะรับฟังรีวิว และคำแนะนำจากคนดังที่พวกเขาชื่นชอบมากกว่า

5. Email Marketing

การตลาดที่ส่งอีเมลจำนวนมากไปยังกลุ่มเป้าหมายที่สนใจ ตั้งแต่การแจ้งข่าวสาร โปรโมชั่น หรือเสนอส่วนลดพิเศษให้ เหล่านี้ล้วนทำเพื่อโปรโมทสินค้าหรือบริการของธุรกิจ หนึ่งในกลยุทธ์ E-Commerce Marketing ที่ทำกันมานาน แต่ยังคงเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพสูง วัดผลได้แม่นยำ และคาดหวังผลตอบรับได้จริง

ความน่าสนใจของ Email Marketing อยู่ที่สามารถส่งเนื้อหาที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและความสนใจของลูกค้ารายบุคคลได้ ด้วยการแบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรม ความสนใจ จนถึงข้อมูลเฉพาะตัวอื่น ๆ อย่างเช่น เพศ อายุ สถานที่ตั้ง หรือแม้กระทั่งประวัติการซื้อสินค้า ข้อมูลเหล่านี้ล้วนช่วยให้ธุรกิจเลือกส่งอีเมลได้ตรงใจกับกลุ่มลูกค้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อต่อไป

E-Commerce Marketing วิธีนี้ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าในระยะยาวได้อีก ทั้งการส่งอีเมลเพื่อแจ้งข่าวสาร โปรโมชั่น หรือบทความที่น่าสนใจให้กับลูกค้าเป็นประจำ เหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ ทำให้มีโอกาสกลับมาซื้อสินค้าหรือบริการซ้ำได้ในอนาคต

เคล็ด(ไม่)ลับทำ E-Commerce Marketing ให้สำเร็จ

การทำ E-Commerce Marketing ให้ประสบความสำเร็จย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์อย่างรอบด้าน เพื่อที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ และสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ด้วยเคล็ด(ไม่)ลับทั้ง 6 ข้อต่อไปนี้ เราเชื่อว่าจะช่วยให้การพัฒนากลยุทธ์ E-Commerce Marketing ของคุณใช้งานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

1. เข้าใจ Sales Funnel และใช้สื่อให้เหมาะกับแต่ละช่องทาง

Sales Funnel Strategy แนวทางสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าตั้งแต่จุดเริ่มต้น หรือ touch point แรกที่พวกเขาพบเห็นโฆษณาของเรา จนกระทั่งตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ

หลักคิดนี้จะช่วยให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพรัดกุม โดยการเลือก "คนที่เหมาะสม ในที่ที่เหมาะสม และในเวลาที่เหมาะสม" เพื่อเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนผู้ที่ไม่รู้จักเราให้กลายมาเป็นลูกค้าที่รักเราได้ แบ่งเป็นภาพกว้าง 4 Stage ต่อไปนี้

  • Awareness การสร้างการรับรู้ และเรียกร้องความสนใจ ให้เป็นที่รู้จักได้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ เครื่องมือที่ใช้จึงต้องเน้นเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ได้ง่าย อย่างเช่น การโฆษณาผ่าน Social Media หรือการจ้างทำ Influencer Marketing เพราะเพียงแค่เห็นและรู้จักก็นับว่าเป็น Awareness ที่ได้จากการทำแล้ว
  • Interest กระตุ้นความต้องการให้รู้สึกอยากได้ในสินค้าหรือบริการของเรา มากพอที่จะให้เกิดการซื้อต่อไป stage นี้ไม่เพียงแค่สร้างการรับรู้เท่านั้น แต่ต้องทำให้รู้สึกสนใจ และอยากเข้ามาดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม เหมือนกับว่าเมื่อเรารู้จักใครซักคน ก็อยากจะเผยเรื่องราวให้สนิทกันมากขึ้น เป็นการนำเสนอเรื่องราวของสินค้าและบริการให้ค่อย ๆ เข้าไปอยู่ในหัวใจของลูกค้านั่นเอง
  • Desire สร้างความต้องการให้รู้สึกอยากใช้จนอยากที่จะซื้อ ไม่ว่าจะรีวิวจากผู้ที่เคยใช้จริง การผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับสินค้าที่มีประโยชน์ หรือการแก้ใขปัญหาของลูกค้า เพราะเมื่อเกิดความต้องการ ก็จะนำไปสู่การขายได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังเป็นการกรองลูกค้าที่สนใจเราจริง ๆ
  • Action หรือ Conversion หากมาถึง stage นี้ก็เท่ากับลูกค้าพร้อมจะจ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการจากเราแล้ว หน้าที่คือต้องกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อโดยเร็วที่สุด ตั้งแต่การนำเสนอโปรโมชั่น ของแถม หรือบริการหลังการขายที่ทำให้รู้สึกพิเศษกับเรา ถือเป็นท่าไม้ตายที่ทำให้ตัดสินใจซื้อในทันที

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าลูกค้าในแต่ละขั้นของ Sales Funnel มีความต้องการและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน จึงต้องให้ความสำคัญกับการเลือกใช้สื่อที่เหมาะสม เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าในแต่ละกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. รู้จักลูกค้าให้ลึกขึ้นด้วย E-commerce Tracking

E-Commerce Tracking เครื่องมือที่ช่วยติดตาม และวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อของลูกค้าบนแพลตฟอร์มร้านค้าอีคอมเมิร์ซของเรา ช่วยให้เข้าใจและพัฒนาปรับปรุงได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

Google Analytics หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูงในการทำ E-Commerce Tracking สำหรับรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ สามารถติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมการช้อปปิ้งของลูกค้าได้ รวมถึงติดตามจำนวนครั้งการทำธุรกรรมหรือการสั่งซื้อสินค้า (Transaction Tracking) ข้อมูลเหล่านี้ล้วนสามารถนำมาใช้เพื่อปรับปรุงและพัฒนาประสบการณ์การช้อปปิ้งบนเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้นได้

ข้อมูลที่ได้จากการทำ E-Commerce Tracking ไม่เพียงแค่ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คาดการณ์แนวโน้มและความต้องการในอนาคตได้อีก เราสามารถปรับแต่งกลยุทธ์ E-Commerce Marketing ด้วยการสร้างโปรโมชั่นและข้อเสนอที่เฉพาะเจาะจงตามความสนใจ หรือพฤติกรรมการซื้อของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. เลือกใช้ Metrics วัดผลแคมเปญ E-Commerce Marketing

Metrics ตัวชี้วัดที่ใช้วัดผล และประเมินความเป็นไปได้ของแคมเปญการตลาด การเลือกใช้ Metrics ที่เหมาะสมจะช่วยให้รู้ว่าแคมเปญมีประสิทธิภาพแค่ไหน เพื่อปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ E-Commerce Marketing ได้ตามความเหมาะสม

เพราะการทำ E-Commerce Marketing มีข้อดีในเรื่องของการวัดผลที่ง่ายและตรงไปตรงมา เป็นข้อได้เปรียบจากการตลาดแบบออฟไลน์ ข้อมูลที่ได้จากการวัดผลนี้จะช่วยให้แบรนด์มองเห็นภาพรวมของผลลัพธ์ที่ได้จากงบประมาณที่ใช้ไป

ตัวอย่างของ Metrics ที่ใช้วัดผลการทำ E-Commerce Marketing

  • CTR (Click Through Rate) ตัวชี้วัดถึงความสนใจของผู้ชมที่มีต่อโฆษณา
  • CVR (Conversion Rate) อัตราการแปลงจากผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้า บ่งบอกว่าโฆษณาบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แค่ไหน อย่างเช่น ยอดการสั่งซื้อ หรือยอดการสมัครสมาชิก
  • CPA (Cost per Acquisition) แสดงถึงค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งลูกค้าต่อหนึ่งคน
  • Basket Size ตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงมูลค่าเฉลี่ยของการสั่งซื้อแต่ละครั้ง
  • ROAS (Return on Ads Spending) ตัวชี้วัดที่แสดงถึงผลตอบแทนจากการลงทุนในโฆษณา

4. ออกแบบคอนเทนต์โฆษณาให้ขายสินค้าได้จริง

ในโลกของ E-Commerce Marketing การมีโฆษณาที่มีดีไซน์สวยงาม (Good Design) เพียงอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องไปให้ถึง "Great Design" ที่สามารถเพิ่มอัตราการแปลงจากผู้เข้าชมเป็นลูกค้าให้ได้

ความแตกต่างระหว่าง Good Design กับ Great Design

  • Good Design สื่อถึงความเป็นแบรนด์ แต่ Great Design จะต้องสื่อถึงความต้องการของลูกค้า อย่างเช่น แทนที่จะสื่อว่า "สินค้าของเราดีอย่างไร" ให้เน้นแทนว่า "สินค้าของเราจะทำให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้นได้อย่างไร"
  • Good Design สร้างความประทับใจแรกเห็น แต่ Great Design จะกระตุ้นให้เกิด action กับโฆษณา ถึงแม้จะมีลูกเล่นด้านภาพเคลื่อนไหวหรืออินเทอร์เฟซที่ดึงดูดสายตา แต่เป้าหมายของโฆษณาคือการกระตุ้นให้ลูกค้าคลิก สำหรับ Great Design บางครั้งอาจไม่ทันสังเกตุด้วยซ้ำว่ามันผ่านการวางแผนออกแบบมาเป็นอย่างดี เมื่อมองแล้วเกิดการตีความ ตอบสนอง และสามารถดำเนินการได้อย่างทันที อย่างเช่น การออกแบบตำแหน่งและสีสันของปุ่ม bottom ต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้คนคลิกสั่งซื้อ

5. ออกแบบกลยุทธ์ E-Commerce Marketing สำหรับแต่ละช่วงเวลา

การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม มีความสำคัญมากต่อการวางแผนกลยุทธ์ E-Commerce Marketing เพราะธุรกิจอีคอมเมิร์ซไม่สามารถจะใช้กลยุทธ์เดียวกันได้ตลอดทั้งปี เนื่องจาก Marketing Calendar ของธุรกิจนี้มีความดิ้นได้ต่างจากธุรกิจอื่น ๆ ด้วยวันสำคัญและโปรโมชั่นพิเศษที่เกิดขึ้นเกือบทุกเดือน

ตัวอย่างวันสำคัญ หรือ Special Day Promotion

  • Double Day (9.9, 11.11 ฯลฯ)
  • Brand Day (วันครบรอบของแบรนด์)
  • Seasons Holiday (คริสต์มาส, ปีใหม่ ฯลฯ)

ทำให้การมีแผน E-Commerce Marketing ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละช่วงเวลาจึงเป็นสิ่งจำเป็น ปกติแล้วควรเริ่มวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือนก่อนถึงวัน Shopping Day ที่กำหนด

ตัวอย่างเช่น หากต้องการจัดแคมเปญสำหรับวันที่ 11.11 ในเดือนพฤศจิกายน (ตามสถิติของ Google ถือเป็นวันที่มีการใช้จ่ายออนไลน์สูงสุดของคนไทย) ก็ควรเริ่มติดต่อกับผู้จัดการบัญชีหลักของ Marketplace นั้นตั้งแต่เดือนตุลาคม เพื่อหารือรายละเอียดเกี่ยวกับแคมเปญ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด คูปอง หรือข้อเสนอพิเศษอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นยอดขาย และรับการสนับสนุนจาก Marketplace พร้อมกับวางแผนว่าจะโปรโมทแคมเปญนี้อย่างไร

6. พึ่งพาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ฝืนจนเกินตัว

การทำ E-Commerce Marketing นั้นต้องการความเชี่ยวชาญจากหลากหลายด้าน ทำให้ต้องทำงานร่วมกันในรูปแบบของทีม ตั้งแต่ผู้ที่ถนัดในการออกแบบและการจัดการโฆษณา เพื่อให้สินค้าของเราโดดเด่น และไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ยังต้องการผู้ดูแลเว็บไซต์ที่สามารถทำให้ลูกค้าที่คลิกเข้ามาจากโฆษณา เลือกซื้อสินค้าและชำระเงินเองได้อย่างไม่ยากเย็น พร้อมทั้งต้องติดตามการเข้าชมเว็บไซต์กับพฤติกรรมของลูกค้าอีกด้วย

การจะทำทุกอย่างด้วยตัวเองอาจเป็นไปได้ แต่คงไม่ใช่สำหรับทุกธุรกิจ การฝืนทำอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดให้มีอะไรผิดพลาดสูงมาก อีกทั้งยังทำให้เริ่มได้ช้ากว่าคู่แข่ง เป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์เลือกที่จะหาพาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญในด้านนี้ เพื่อมาสนับสนุนในส่วนที่ยังทำเองไม่ได้

บทสรุป

สรุปแล้ว E-Commerce Marketing นั้นคือการใช้กลยุทธ์ เทคนิค และเครื่องมือทางออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้เข้ามายังร้านค้าอีคอมเมิร์ซ และเปลี่ยนแปลงการเข้าชมเหล่านั้นให้เป็นยอดขาย ครอบคลุมทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการโปรโมทสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางออนไลน์ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการประกอบธุรกิจในยุคดิจิทัล

การทำ E-Commerce Marketing นั้น ธุรกิจจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายในการทำการตลาดให้ชัดเจน อย่างเช่น ต้องการเป็นที่รู้จักในกลุ่มเป้าหมายใด หรือต้องการกระตุ้นให้เกิดยอดขายเท่าไหร่ จากนั้นถึงเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับธุรกิจ และเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้