April 24, 2024

ในยุคดิจิทัล ที่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกลายมาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะการค้นหาข้อมูล ซื้อขายสินค้า การศึกษาเรียนรู้/ทำงาน ความบันเทิง หรือแม้แต่การดำเนินธุรกิจในทุกประเภท ทั้งหมดล้วนต้องอาศัยความรู้เรื่อง Web programming เพื่อจะสร้างเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน
ตามสถิติของ Statista ในปี 2024 พบว่ามีเว็บไซต์ทั่วโลกมากกว่า 2.5 พันล้านเว็บ และจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีกว่า 5.3 พันล้านคน ซึ่งเท่ากับประมาณ 68% ของประชากรโลก อีกทั้งเทรนด์ใหม่ที่เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมเว็บ อย่าง Progressive Web Apps (PWA) เว็บแอปพลิเคชันที่มีคุณสมบัติคล้ายแอปบนมือถือ หรือ WebAssembly (WASM) เทคโนโลยีที่ช่วยให้เว็บไซต์ทำงานได้ดีและเร็วขึ้น
จากข้อมูลจะเห็นว่า Web programming นั้นเป็นสาขาที่มี potential สูงและเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอย่างมาก หากสนใจ บทความนี้อาจจะพอเป็นแนวทางให้เห็นภาพรวมของ Web programming พร้อมกับแนวทางเริ่มศึกษาเพื่อไปสู่อาชีพ Web programmer ที่หลายธุรกิจ/องค์กร ต้องการได้
Web Programming คือกระบวนการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์ (Web development) หรือแอปพลิเคชันบนอินเทอร์เน็ต ด้วยการใช้หลายภาษาโปรแกรมมิ่ง เพื่อสร้างเนื้อหาที่ปรากฎบนจอ การติดต่อกับฐานข้อมูล และการจัดการกับข้อมูลผ่านอินเทอร์เฟซผู้ใช้ ต่างจากการเขียนโปรแกรมทั่วไป ตรงที่จะต้องออกแบบให้แสดงผลบนเว็บเบราว์เซอร์และสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ผ่านหน้าเว็บได้ อีกทั้งต้องออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล และทำงานร่วมกันได้ดีกับเซิร์ฟเวอร์ สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่มหลักคือ
Web Programmer คือบุคคลที่ชำนาญในการเขียนโค้ดสำหรับเว็บไซต์และเว็บแอปโดยเฉพาะ ด้วยภาษาโปรแกรมมิ่งต่าง ๆ เช่น HTML, CSS, JavaScript ในส่วน Client-side และภาษา PHP, Ruby, Python ฯลฯ สำหรับส่วน Server-side ซึ่งจะทำงานร่วมกับ Web Developer และ Web Designer เพื่อสร้างเว็บไซต์หรือเว็บแอปพลิเคชันให้สมบูรณ์ตามที่ผู้ว่าจ้างต้องการ สามารถแบ่ง Web programmer ตามหน้าที่ได้ 3 ตำแหน่งคือ Front End, Back End และ Full Stack Developer
แล้วต่างจาก Web Developer ยังไง? หลายท่านอาจเริ่มสงสัย
แตกต่างกันตรงที่ Web Programmer จะเน้นหนักไปที่การเขียนโค้ด (Coding) เพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ถูกต้อง ขณะที่ Web Developer จะมองในแง่กว้างกว่า ไม่เจาะจงเฉพาะการเขียนโค้ด แต่จะครอบคลุมกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบเว็บไซต์ วางโครงสร้าง และการกำหนดฟังชันก์ต่าง ๆ รวมถึงการติดต่อประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ทักษะสกิลของ Web Programmer
6 ภาษาโปรแกรมหลัก ที่ใช้ทำ Web Programmingการทำ Web programming นั้นมีภาษาโปรแกรมมากมายที่สามารถใช้ได้ และแต่ละภาษาก็มีการใช้งานกับลักษณะที่ต่างกัน ตาม 6 ภาษาโปรแกรมหลัก ที่ Web programmer นิยมใช้กันต่อไปนี้
HTML ย่อมาจาก Hypertext Markup Language เป็นภาษาที่ใช้สำหรับสร้างโครงสร้างเว็บไซต์ โดยใช้ (Tag) ในการกำหนดส่วนต่าง ๆ ของเว็บอย่าง หัวข้อ ย่อหน้า ลิสต์รายการ ตาราง ภาพ ลิงก์HTML5 นั้นเป็นเวอร์ชันล่าสุดของ HTML ที่มีการพัฒนาเพิ่มคุณสมบัติใหม่เข้ามา เช่นการรองรับสื่อมัลติมีเดีย การสร้างฟอร์ม และการใช้ API ต่าง ๆ ถือเป็นภาษาพื้นฐานที่ Web programmer ทุกคนต้องรู้
CSS ย่อมาจาก Cascading Style Sheets คือภาษาที่ใช้กำหนดรูปแบบหรือสไตล์ของเว็บไซต์ โดยใช้ Selector, Property, Value และ Rule ในการกำหนด สี ขนาด ตำแหน่ง การจัดเรียง การปรับขนาด และอื่น ๆ ของ Element บนเว็บไซต์CSS3 นั้นเป็นเวอร์ชันล่าสุดของ CSS ที่เพิ่มคุณสมบัติใหม่เข้ามา อย่างการใช้สีแบบ Gradient การใช้ฟอนต์แบบ Web Font การใช้เอฟเฟกต์แบบ Transition/Transform และการจัดวางแบบ Flexbox, Grid ฯลฯ เป็นภาษาโปรแกรมมิ่งสำคัญที่ใช้ออกแบบเว็บไซต์ให้สวยงาม และเหมาะสมกับขนาดหน้าจอของอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน
JavaScript เป็นภาษาโปรแกรมมิ่งที่ใช้สำหรับเขียน Web programming ฝั่ง client-side เพื่อเพิ่มลูกเล่นโต้ตอบกับผู้ใช้ โดยทำงานผ่าน Web Browser เช่น Chrome Firefox หรือ Microsoft EdgeES6+ คือเวอร์ชันล่าสุดของ JavaScript ที่มีการเพิ่ม syntax ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้การเขียนโค้ดทำได้ดี มีประสิทธิภาพ และใช้งานง่ายมากขึ้น
ภาษาโปรแกรมที่เป็น Superset ของ JavaScript หรือหมายความว่า TypeScript จะมีคุณสมบัติเหมือน JavaScript แต่เพิ่มฟังก์ชันเพิ่มเติมเข้ามา อย่างการใช้ Type System ที่ช่วยให้การเขียนโค้ดมีความถูกต้องและง่ายต่อการอ่าน เพราะ TypeScript จะถูกคอมไพล์เป็น JavaScript ก่อนที่จะรันบนเว็บไซต์หรือเว็บแอปพลิเคชัน
Python ภาษาโปรแกรมที่เขียนเข้าใจง่ายและสามารถใช้ทำงานได้หลากหลาย เพราะมีไลบรารี (Library) กับเฟรมเวิร์ก (Framework) ให้เลือกใช้เยอะ อย่างเช่น Django, Flask, PyTorch หรือ TensorFlow สามารถใช้เขียน Web programming ได้ทั้งในส่วน Front end และ Back end
PHP ภาษาโปรแกรมมิ่งที่ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ สามารถประมวลผลและจัดการกับฐ��นข้อมูลได้ เป็นภาษาที่มีรูปแบบการเขียนคล้ายกับ HTML แต่สามารถฝัง (Embed) ลงใน HTML ได้ เหมาะสำหรับการพัฒนาเว็บไซต์หรือเว็บแอปพลิเคชันที่ใช้งานฐานข้อมูลมาก หรือมีการจัดการกับเนื้อหาที่เปลี่ยนแปลงบ่อยเส้นทางเริ่มศึกษา Web Programming เพื่อไปเป็น Web Programmer
สำหรับผู้ที่สนใจศึกษา Web Programming เพื่อมุ่งสู่อาชีพ Web Programmer นั้น ขั้นแรกควรเริ่มต้นจากการเรียนรู้พื้นฐานการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา HTML, CSS กับ JavaScript เพื่อให้เข้าใจหลักการทำงานของเว็บไซต์ จากนั้นให้ศึกษาการใช้ framework ยอดนิยมอย่าง Bootstrap และ React เพื่อใช้ช่วยพัฒนาเว็บไซต์หรือเว็บแอปพลิเคชันได้เร็วขึ้น
กุญแจความสำเร็จในเส้นทางของ Web Programmer นั้นคือการ "ฝึกฝน" โดยอาจเริ่มจากโจทย์ง่าย ๆ บนเว็บไซต์ฝึกเขียนโค้ดอย่าง Codewars หรือ HackerRank และไต่ระดับความยากขึ้นไปเพื่อเรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ แล้วให้ลองสร้างเว็บไซต์จริงของตัวเอง ด้วยการฝึกประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรียนมา หรือเลือกแชร์ผลงานเว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้นเองบน GitHub เพื่อเป็นการโชว์ผลงานพร้อมกับเริ่มสร้าง Portfolio ของตัวเองไปด้วย
เมื่อมีพื้นฐาน HTML, CSS กับ JavaScript ดีพอแล้ว
ในขั้นนี้คือการพัฒนาต่อยอดทักษะขั้นสูงเพื่อสร้างเว็บไซต์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ด้วยการฝึกเขียนภาษาโปรแกรมมิ่งทางฝั่ง Server-side อย่าง PHP, Python หรือ Node.js และเรียนรู้เกี่ยวกับฐานข้อมูล (Database) ทั้ง MySQL หรือ MongoDB สำหรับใช้เก็บข้อมูลผู้ใช้ สินค้า และข้อมูลอื่น ๆ ของเว็บไซต์
นอกจากทักษะการ Coding ก็อย่าลืมฝึกฝนภาษาอังกฤษกันด้วยนะ
เพราะการเติบโตในสายงาน Web programming ภาษาอังกฤษจะช่วยให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้เร็ว รวมถึงการเข้าร่วมชุมชนนักพัฒนา เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้/ประสบการณ์กับ Web programmer ต่างชาติที่เก่ง ๆ อีกด้วย
ในขั้นสุดท้าย เมื่อพร้อมที่จะประกอบอาชีพ Web Programmer ก่อนไปสมัครงานก็จะต้องเตรียม Portfolio รวบรวมผลงานที่เคยทำมา เพื่อนำไปเสนอกับบริษัทที่เปิดรับสมัครตำแหน่งงานนี้ และอย่าลืมที่จะเตรียมตัวไปก่อนสัมภาษณ์งาน ตั้งแต่การตอบคำถามเกี่ยวกับ Web programming ไปจนถึงคำถามข้อมูลของบริษัท ที่ผู้สมัครควรหาข้อมูลเบื้องต้นมาบ้างแล้ว
ด้วยความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ถ้าอ้างอิงตามรายงานของ Statista ในปี 2023 จะพบว่ามีผู้ใช้ที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วโลกมากถึง 5.29 พันล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 2.1% และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือมากถึง 82.1% ส่งผลให้เทรนด์ของ Web programming ในปี 2024 คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ต่อไปนี้
สรุปแล้ว Web Programming นั้นคือกระบวนการเขียนเว็บไซต์หรือเว็บแอปพลิเคชันบนอินเทอร์เน็ต แบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่มหลักคือส่วน Client-side หรือฝั่งผู้ใช้งาน (HTML, CSS และ JavaScript) กับ Server-side หรือฝั่งผู้ให้บริการ (PHP, Python, Ruby ฯลฯ)
มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับ Web Programmer เพราะเป็นบุคคลที่รับผิดชอบการเขียนโค้ด (Coding) ในกระบวนการ Web programming ทั้งหมด โดยจะทำงานร่วมกับ Web Developer และ Web Designer เพื่อสร้างเว็บไซต์หรือ Web apps ให้สมบูรณ์ตามทุก requirements ที่ผู้จ้างต้องการ
กล่าวคือ “ Web Programming กับ Web Programmer ” นั้นเป็นสองส่วนหลักที่ทำให้เว็บไซต์หรือเว็บแอปพลิเคชันเกิดขึ้นได้ หรือพูดให้เข้าใจง่ายว่า Web Programming คือกระบวนการ ส่วน Web Programmer ก็คือบุคคลที่มีส่วนร่วมในกระบวนการนั่นเองครับ